เครื่องคำนวณ
ปริมาณน้ำที่ร่างกายต้องการ
กก.
ระดับกิจกรรม
อากาศ
กรอกน้ำหนักและคำนวณก่อนนะ
จำนวนแก้วที่ควรดื่มต่อวัน (250 มล./แก้ว)
เคล็ดลับ
ดื่มน้ำ 1 แก้วทันทีหลังตื่นนอน เพื่อชาร์จพลังและกระตุ้นระบบย่อยอาหาร

ดื่มน้ำวันละกี่ลิตรถึงจะพอ?

คุณเคยได้ยินกฎ "8 แก้วต่อวัน" ใช่ไหม? ความจริงคือ ตัวเลขนี้เป็นเพียงค่าเฉลี่ยที่ใช้ได้กับคนบางกลุ่มเท่านั้น ร่างกายของแต่ละคนมีความต้องการน้ำที่แตกต่างกันมาก

ตามหลักวิทยาศาสตร์ ปริมาณน้ำที่เหมาะสมคำนวณจากน้ำหนักตัว โดยร่างกายต้องการน้ำประมาณ 35–45 มล. ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ขึ้นอยู่กับระดับกิจกรรมและสภาพอากาศ

คนหนัก 50 กก. ที่ทำงานออฟฟิศ อาจต้องการน้ำเพียง 1.75 ลิตร แต่นักกีฬาหนัก 80 กก. อาจต้องการมากกว่า 3.5 ลิตร — นี่คือเหตุผลที่ควรคำนวณตามตัวเองจริงๆ

ขาดน้ำแม้แต่นิดเดียวส่งผลอย่างไร?

ร่างกายเริ่มรู้สึกได้ถึงการขาดน้ำตั้งแต่ยังไม่รู้สึกกระหาย นี่คือสัญญาณที่เกิดขึ้นในแต่ละระดับ:

1%
กระหายน้ำ, สมาธิเริ่มลด
ความสามารถในการจดจ่อลดลง 5–8% งานที่ต้องใช้สมองทำได้ช้าลง
2%
ปวดหัว, อ่อนเพลีย, ผิวแห้ง
ประสิทธิภาพการออกกำลังกายลดลง 20% และเริ่มมีอาการปวดศีรษะ
3%
หัวใจเต้นเร็ว, กล้ามเนื้อเป็นตะคริว
ร่างกายเริ่มสูบฉีดเลือดลำบาก ควรหยุดกิจกรรมและดื่มน้ำทันที

ที่น่าแปลกคือ เมื่อเรารู้สึก "กระหายน้ำ" นั่นหมายความว่าร่างกายขาดน้ำไปแล้ว 1–2% แล้ว การดื่มน้ำอย่างสม่ำเสมอตลอดวันจึงดีกว่าการรอให้กระหายก่อน

5 วิธีง่ายๆ ให้ดื่มน้ำครบทุกวัน

รู้ว่าควรดื่มเท่าไหร่แล้ว แต่ทำได้จริงไหม? ลองวิธีเหล่านี้:

  1. 1 ตั้งแจ้งเตือนทุก 1–2 ชั่วโมง — สมาร์ทโฟนช่วยได้ หรือใช้แอปติดตามการดื่มน้ำโดยเฉพาะ
  2. 2 พกกระบอกน้ำติดตัวเสมอ — วางไว้ในสายตา เห็นเมื่อไหร่ก็หยิบดื่มได้ทันที
  3. 3 ผูกนิสัยกับกิจกรรมประจำวัน — ดื่ม 1 แก้วหลังตื่นนอน 1 แก้วก่อนอาหารทุกมื้อ จะได้ 4 แก้วโดยอัตโนมัติ
  4. 4 กินอาหารที่มีน้ำสูง — แตงโม แตงกวา ส้ม และผักสด มีน้ำเป็นส่วนประกอบ 80–95% ช่วยเสริมได้มาก
  5. 5 เติมรสชาติให้น้ำ — มะนาว สะระแหน่ หรือแตงกวา ช่วยให้ดื่มน้ำได้เพลิดเพลินขึ้นโดยไม่เพิ่มน้ำตาล

น้ำดื่มนับรวมชา กาแฟ น้ำผลไม้ได้ไหม?

คำตอบคือ นับได้บางส่วน แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะเครื่องดื่มแต่ละชนิดให้น้ำแก่ร่างกายในสัดส่วนที่ต่างกัน:

น้ำเปล่า
นับได้ 100%
ชาสมุนไพร
นับได้ ~90%
กาแฟ/ชาดำ
นับได้ ~60%
น้ำผลไม้
นับได้ ~50%

คาเฟอีนในกาแฟและชาดำมีฤทธิ์ขับปัสสาวะเล็กน้อย ทำให้น้ำที่ร่างกายได้รับจริงน้อยกว่า 100% ส่วนน้ำผลไม้แม้มีน้ำสูง แต่น้ำตาลสูงด้วย ดังนั้น น้ำเปล่ายังคงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด

คำถามที่พบบ่อย

ดื่มน้ำมากเกินไปอันตรายไหม?

มีอันตรายได้ แต่พบได้น้อยมากในคนทั่วไป ภาวะที่เรียกว่า Hyponatremia (น้ำเป็นพิษ) เกิดขึ้นเมื่อดื่มน้ำมากเกินไปในเวลาสั้น จนโซเดียมในเลือดเจือจางลง โดยทั่วไปจะเกิดกับนักกีฬาที่ดื่มน้ำมากเกิน 1.5 ลิตรต่อชั่วโมงเป็นเวลานาน สำหรับคนทั่วไปที่ดื่ม 2–3 ลิตรต่อวัน ไม่มีความเสี่ยง

น้ำมะนาว น้ำผลไม้ นับแทนน้ำเปล่าได้ไหม?

นับได้บางส่วน น้ำมะนาวในน้ำเปล่า (โดยไม่เติมน้ำตาล) นับได้เกือบ 100% เพราะมะนาวมีปริมาณน้อยมาก ส่วนน้ำผลไม้ 100% นับได้ประมาณ 50–60% เพราะน้ำตาลในผลไม้ต้องการน้ำในการเผาผลาญ แนะนำให้เน้นน้ำเปล่าเป็นหลัก แล้วเสริมด้วยเครื่องดื่มอื่น

ออกกำลังกายต้องดื่มน้ำเพิ่มเท่าไหร่?

แนะนำให้ดื่ม 400–600 มล. ก่อนออกกำลังกาย 2 ชั่วโมง, 150–250 มล. ทุก 15–20 นาที ระหว่างออกกำลังกาย และ 500 มล. ต่อน้ำหนักตัวที่หายไป 0.5 กก. หลังออกกำลังกาย วิธีง่ายๆ คือดูสีปัสสาวะให้ใสหรือเหลืองอ่อนเสมอ

สีปัสสาวะบอกอะไรเกี่ยวกับการดื่มน้ำ?

สีปัสสาวะเป็นตัวชี้วัดที่ดีมาก: ใสหรือเหลืองอ่อนมาก = ดื่มน้ำเพียงพอหรือมากไปเล็กน้อย | เหลืองอ่อน = สมดุลดี เป้าหมายที่ต้องการ | เหลืองเข้มหรือส้ม = ขาดน้ำ ควรดื่มน้ำทันที | น้ำตาล/แดง = ขาดน้ำรุนแรงหรืออาจมีปัญหาสุขภาพ ควรพบแพทย์

เครื่องมืออื่นที่เกี่ยวข้อง

รับเคล็ดลับสุขภาพ ทุกสัปดาห์
ข้อมูลสุขภาพที่อ่านง่าย เชื่อถือได้ จากผู้เชี่ยวชาญจริง ส่งตรงถึง Inbox ของคุณ
100%