รู้ว่าควรดื่มน้ำวันละกี่ลิตร ตามน้ำหนักตัวและไลฟ์สไตล์ของคุณ
คุณเคยได้ยินกฎ "8 แก้วต่อวัน" ใช่ไหม? ความจริงคือ ตัวเลขนี้เป็นเพียงค่าเฉลี่ยที่ใช้ได้กับคนบางกลุ่มเท่านั้น ร่างกายของแต่ละคนมีความต้องการน้ำที่แตกต่างกันมาก
ตามหลักวิทยาศาสตร์ ปริมาณน้ำที่เหมาะสมคำนวณจากน้ำหนักตัว โดยร่างกายต้องการน้ำประมาณ 35–45 มล. ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ขึ้นอยู่กับระดับกิจกรรมและสภาพอากาศ
คนหนัก 50 กก. ที่ทำงานออฟฟิศ อาจต้องการน้ำเพียง 1.75 ลิตร แต่นักกีฬาหนัก 80 กก. อาจต้องการมากกว่า 3.5 ลิตร — นี่คือเหตุผลที่ควรคำนวณตามตัวเองจริงๆ
ร่างกายเริ่มรู้สึกได้ถึงการขาดน้ำตั้งแต่ยังไม่รู้สึกกระหาย นี่คือสัญญาณที่เกิดขึ้นในแต่ละระดับ:
ที่น่าแปลกคือ เมื่อเรารู้สึก "กระหายน้ำ" นั่นหมายความว่าร่างกายขาดน้ำไปแล้ว 1–2% แล้ว การดื่มน้ำอย่างสม่ำเสมอตลอดวันจึงดีกว่าการรอให้กระหายก่อน
รู้ว่าควรดื่มเท่าไหร่แล้ว แต่ทำได้จริงไหม? ลองวิธีเหล่านี้:
คำตอบคือ นับได้บางส่วน แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะเครื่องดื่มแต่ละชนิดให้น้ำแก่ร่างกายในสัดส่วนที่ต่างกัน:
คาเฟอีนในกาแฟและชาดำมีฤทธิ์ขับปัสสาวะเล็กน้อย ทำให้น้ำที่ร่างกายได้รับจริงน้อยกว่า 100% ส่วนน้ำผลไม้แม้มีน้ำสูง แต่น้ำตาลสูงด้วย ดังนั้น น้ำเปล่ายังคงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด
มีอันตรายได้ แต่พบได้น้อยมากในคนทั่วไป ภาวะที่เรียกว่า Hyponatremia (น้ำเป็นพิษ) เกิดขึ้นเมื่อดื่มน้ำมากเกินไปในเวลาสั้น จนโซเดียมในเลือดเจือจางลง โดยทั่วไปจะเกิดกับนักกีฬาที่ดื่มน้ำมากเกิน 1.5 ลิตรต่อชั่วโมงเป็นเวลานาน สำหรับคนทั่วไปที่ดื่ม 2–3 ลิตรต่อวัน ไม่มีความเสี่ยง
นับได้บางส่วน น้ำมะนาวในน้ำเปล่า (โดยไม่เติมน้ำตาล) นับได้เกือบ 100% เพราะมะนาวมีปริมาณน้อยมาก ส่วนน้ำผลไม้ 100% นับได้ประมาณ 50–60% เพราะน้ำตาลในผลไม้ต้องการน้ำในการเผาผลาญ แนะนำให้เน้นน้ำเปล่าเป็นหลัก แล้วเสริมด้วยเครื่องดื่มอื่น
แนะนำให้ดื่ม 400–600 มล. ก่อนออกกำลังกาย 2 ชั่วโมง, 150–250 มล. ทุก 15–20 นาที ระหว่างออกกำลังกาย และ 500 มล. ต่อน้ำหนักตัวที่หายไป 0.5 กก. หลังออกกำลังกาย วิธีง่ายๆ คือดูสีปัสสาวะให้ใสหรือเหลืองอ่อนเสมอ
สีปัสสาวะเป็นตัวชี้วัดที่ดีมาก: ใสหรือเหลืองอ่อนมาก = ดื่มน้ำเพียงพอหรือมากไปเล็กน้อย | เหลืองอ่อน = สมดุลดี เป้าหมายที่ต้องการ | เหลืองเข้มหรือส้ม = ขาดน้ำ ควรดื่มน้ำทันที | น้ำตาล/แดง = ขาดน้ำรุนแรงหรืออาจมีปัญหาสุขภาพ ควรพบแพทย์